เนื้อหา

ประวัติหน่วย ร.๑๗ พัน.๓

         DSC 0311

         ได้ก่อกำเนิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๘ (ร.ศ.๑๒๔) โดยแยกกำลังจากหน่วยทหารในพื้นที่ จังหวัดนคสวรรณ์ ๑ กองร้องเรียนว่า กองพันทหารพานที่ ๘ สมทบด้วย หมวดสัมภาระ ๑ หมวดและหมวดเสนารักษ์อีก ๑ หมวด กองทหารรานที่ ๘ ดังกล่าว ได้ปลูกโรงเรือนชั่วคราวที่ดอยทอง ซึ่งตั้งอยู่ริมน้ำกก ทางฝั่งขวาของอำเภอเมืองเชียงราย สืบเนื่องจาก ในขณะนั้นจังหวัดเชียงรายถูกคุกคามและรุกรานจากพวกจีนฮ่อเพื่อจะเข้ายึดเมืองเชียงรายประกอบกับจังหวัดเชียงรายตั้งอยู่ห่างไกลจากกองกำลังทหารซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงรายและจังหวัดลำปางเส้นทางการเคลื่อนย้ายกำลังก็ไม่สะดวกทำให้การสนับสนุนการช่วยเหลือไม่ทันการณ์ซึ่งกองกำลังทหารพรานที่ ๘ ได้ปฏิบัติงานจนถึงปี พ.ศ.๒๔๕๑ จึงได้เริ่มส่งตัวทหารในสังกัดกลับภูมิลำเนาและได้ทำการคัดเลือกชายฉกรรณ์จากจังหวัดเชียงรายเข้าร่วมรับราชการทดแทนซึ่งปรับกำลังเป็นหน่วยกรมทหารพรานที่ ๑๘ มีอัตรากำลัง ๒ กองร้อย จนถึง พ.ศ.๒๔๗๐ ซึ่งในขณะนั้น ประเทศไทยประสบกับภาวะทางเศรษฐกิจตกต่ำจึงได้ยุบเลิกกรมทหารที่ ๑๘ นั้นเสีย จนถึง พ.ศ.๒๔๙๑ รวมเวลา ๒๑ ปี จึงได้จัดตั้งกองทหารพรานขึ้นในจังหวัดเชียงราย

ประวต1-2


          ใน พ.ศ.๒๔๙๑ ได้มีการจัดตั้งหน่วยทหารในจังหวัดเชียงรายขึ้นอีกโดยย้ายกำลังจาก กองพันทหารราบที่ ๓ กรมทหารราบที่ ๑๔ จังหวัดอุบลราชธานี มาตั้ง ณ บ้านเด่นห้า ตำบลรอบเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย และเป็นที่ตั้งของค่ายเม็งรายมหาราชมาจนถึงปัจจุบัน โดยขึ้นการบังคับบัญชากับกรมทหารราบที่ ๗ จังหวัดลำปาง และได้แปรสภาพเป็น หน่วย เป็นกองพันทหารราบที่ ๑ กรมทหารราบที่ ๑๗ กับจังหวัดทหารบกเชียงราย และคงสภาพไว้ ๑ กองร้อย
          พ.ศ.๒๔๙๕ หน่วยกองพันทหารราบที่ ๑ กมทหารราบที่ ๑๗ ได้เปลี่ยนนามหน่วยมาเป็น "กองพันทหารราบที่ ๓ กรมทหารราบที่ ๗" ตามคำสั่ง กองทัพบกที่ ๖/๑๒๐๓ ลง ๑๙ ม.ค. ๒๔๙๕ โดยยังคงใช้กำลังพล และอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีอยู่เดิม

          พ.ศ.๒๔๙๖ ในปีนี้ หน่วยได้รับอาวุธยุทโธปกรณ์เพิ่มเติมจากสหรัฐอเมริกาอีกจำนวนมาก จึงมีการปรับปรุงแบบฝึกอาวุธยุทธภัณฑ์แผนใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับอาวุธที่ได้รับ ความช่วยเหลือและในปีนี้กองพันทหารราบที่ ๓ กรมทหารราบที่ ๗ ได้รับพระราชทานธงชัยเฉลิมพลจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช (รัชการที่ ๙) ณ ท้องสนามหลวง ซึ้นในสมัยนั้น พันโท เปลี่ยน ศรีรัตน์ เป็นผ็บังคับกองพัน และมี พลเอก ผิน ชุณหวัน เป็นผู้บัญชาการทหารบก โดยกองพันได้จัดกำลังพล ๑ กองร้อยผสม รวมด้วยกันทั้งหมด ๔๖ กองพัน
          พ.ศ.๒๔๙๘ ได้แปรสภาพหน่วยเป็น "กองพันทหารราบที่ ๓ กรมผสมที่ ๗" หรือ "ผส.๗ ร.พัน๓" ตามคำสั่งกองทัพบกที่ ๓๒๑/๒๓๖๗๐ ลง พ.ย.๒๔๙๘ ขึ้นการบังคับบัญชา ผส.๗ และ พล.๔

          พ.ศ.๒๕๑๖ กองพันทหารราบที่ ๓ กรมผสมที่ ๗ ได้มีการปรับปรุงอัตราใหม่ตาม อจย.๗ - ๑๕ ลง ๒ สิงหาคม ๒๕๑๖ ประกอบด้วยกองบังคับการกองพันและกองร้อยสนับสนุนการรบ (หมวดช่าง,หมวดสื่อสาร,ตอนขนส่ง,ตอนสูทกรรม) กองร้อยที่ ๑,กองร้อยที่ ๒,กองร้อยที่ ๓,กองร้อยสนับสนุนการช่วยรบและหมวดเสนารักษ์เพิ่มเติมด้วยกองร้อยฝึก (อจย.๑๒-๒ ลง ๙ กรกฏาคม ๒๕๑๖ ตามคำสั่งกองทัพบก (เฉพาะ) ที่ ๗๙/๑๖ ลง ๗ สิงหาคม ๒๕๑๗)
พ.ศ.๒๕๒๒ กองทัพบกได้เปลี่ยนสภาพหน่วย กรมผสม เป็น กรมทหารราบ ตามคำสั่ง กองทัพบกที่ ๑/๒๕๒๒ ลง ๒๘ พ.ค. ๒๕๒๒ หน่วยฯ จึงได้เปลี่ยนนามหน่วยเป็น "กองพันทหารราบที่ ๓ กรมทหารราบที่ ๗" ขึ้นการบังคับบัญชากับกรมทหารราบที่ ๗ จังหวัดเชียงใหม่
          พ.ศ.๒๕๒๕ กองทัพบกได้ขยายอัตรา โดยจัดตั้งกรมทหารราบที่ ๑๗ ขึ้นที่จังหวัดพะเยา ตามคำสั่งกองทัพบกที่ ๑๑๑/๒๕๒๕ ลง ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๒๕ และให้กองพันทหารราบที่ ๓ กรมทหารราบที่ ๗ ขึ้นการบังคับบัญชากับกรมทหารราบที่ ๑๗ จังหวัดพะเยา หน่วยจึงได้เปลี่ยนนามหน่วยมาเป็น "กองพันทหารราบที่ ๓ กรมทหารราบที่ ๑๗" หรือใช้นามย่อว่า ร.๑๗ พัน.๓ มาจนถึงปัจจุบัน
ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาค ๒๕๓๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราชได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สถาปนากองพันทหารราบที่ ๓ กรมทหารราบที่ ๑๗ ในพระองค์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่แนบหนังสือสำนักราชเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร ๐๒๑๗/๑๔๕๑๖ ลง ๑๖ ตุลาคม ๒๕๓๘ และถือเอาวันที่ ๑๐ ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันสถาปนาหน่วยภายใต้คำขวัญ "รบยอด วินัยเยี่ยม"

 

ประวต 2